ปัจจัยที่มีผลต่อราคา DW
เนื่องจากราคาทางทฤษฎีของราคา DW คำนวณมาจากแบบจำลอง Black-Scholes ซึ่งมีตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 6 ตัวด้วยกันดังรายละเอียดในตาราง ดังนั้น ปัจจัยที่มีผลต่อราคา DW  (ค่า Premium) จึงมี 6 ปัจจัย ซึ่งสามารถสรุปความสัมพันธ์ระหว่างราคา DW และปัจจัยที่มีผลต่อราคา DW สั้นๆ ได้ดังนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อราคา DW ราคา Call DW ราคา Put DW ราคาสินทรัพย์อ้างอิง เพิ่มขึ้น ลดลง ราคาใช้สิทธิ ลดลง เพิ่มขึ้น อายุคงเหลือของ DW ลดลง เพิ่มขึ้น ความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิง เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ลดลง อัตราดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น ลดลง เงินปันผล เพิ่มขึ้น ลดลง เพิ่มขึ้น ราคาสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ·     ถ้ากำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดราคา DW คงที่ ถ้าราคาสินทรัพย์อ้างอิงเพิ่มขึ้น ราคา Call DW จะเพิ่มขึ้น แต่ราคา Put DW จะลดลง ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาสินทรัพย์อ้างอิงลดลง ราคา Call DW จะลดลง แต่ราคา Put DW จะเพิ่มขึ้น ·      สาเหตุเนื่องมาจากถ้าราคาสินทรัพย์อ้างอิงเพิ่มขึ้น จะทำให้ Call DW มีโอกาสเป็น ITM มากขึ้นหรือมีมูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น และทำให้ Put DW มีโอกาสเป็น OTM มากขึ้นหรือมีมูลค่าที่แท้จริงลดลง ·      การเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิงมีผลกระทบต่อราคา DW มาก ราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ·      ถ้ากำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดราคา DW คงที่ ถ้านักลงทุนเลือก Call DW รุ่นที่มีระดับราคาใช้สิทธิสูง ราคาของ Call DW จะมีราคาหรือค่าพรีเมี่ยมที่ต่ำกว่า Call DW รุ่นที่มีระดับราคาใช้สิทธิต่ำกว่า ในทางตรงกันข้าม ถ้านักลงทุนเลือก Put DW รุ่นที่มีระดับราคาใช้สิทธิสูง ราคาของ Put DW จะมีราคาหรือค่าพรีเมี่ยมที่สูงกว่า Put DW รุ่นที่มีระดับราคาใช้สิทธิต่ำกว่า ·     สาเหตุเนื่องมาจากถ้านักลงทุนเลือก Call DW ที่ระดับราคาใช้สิทธิสูงในขณะที่ราคาสินทรัพย์อ้างอิงคงที่ จะทำให้ Call DW มีโอกาสเป็น OTM มากขึ้นหรือมีมูลค่าที่แท้จริงลดลง และถ้านักลงทุนเลือก Put DW ที่ระดับราคาใช้สิทธิสูงในขณะที่ราคาสินทรัพย์อ้างอิงคงที่ จะทำให้ Put DW มีโอกาสเป็น ITM มากขึ้นหรือมีมูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ·      ราคาใช้สิทธิมักไม่มีผลกระทบต่อราคา DW เนื่องจากเมื่อนักลงทุนเลือกรุ่นของ DW ที่ระดับราคาใช้สิทธิใดแล้ว ราคาใช้สิทธิจะคงที่ไปจนกระทั่ง DW หมดอายุ อายุคงเหลือของ DW (Time to Maturity) ·       ถ้ากำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดราคา DW คงที่ เมื่อเวลาผ่านไปอายุคงเหลือของ DW จะลดลงส่งผลให้ราคาของทั้ง Call DW และ Put DW จะค่อยๆ ลดลง ·      สาเหตุเนื่องมาจากการเสื่อมค่าทางเวลา (Time Decay) ซึ่งทำให้มูลค่าตามเวลา (Time Value) ลดลง การเสื่อมค่าทางเวลาจะลดลงในอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น และจะลดลงเร็วมากถ้า DW มีสถานะเป็น At-the-money (ATM) และใกล้วันหมดอายุ มูลค่าตามเวลาของ DW จะเท่ากับศูนย์ในวันที่ออปชั่นครบกำหนดอายุ ·       ยิ่งใกล้วันหมดอายุการเสื่อมค่าทางเวลาจะมีผลกระทบต่อราคา DW ยิ่งมาก ความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิง (Volatility) ·      ถ้ากำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดราคา DW คงที่ เมื่อความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิงเพิ่มขึ้น ทั้งราคา Call DW และ Put DW จะเพิ่มขึ้น และถ้าความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิงลดลง ทั้งราคา Call DW และ Put DWจะลดลง ·      สาเหตุเนื่องมาจากถ้าความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิงเพิ่มขึ้น จะทำให้ทั้ง Call DW และ Put DW มีโอกาสเป็น ITM มากขึ้นหรือมีมูลค่าแท้จริงเพิ่มขึ้น ·      ความผันผวนของสินทรัพย์อ้างอิงส่งผลกระทบต่อราคา DW น้อย อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) ·      ถ้ากำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดราคา DW คงที่ ถ้าอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ราคา Call DW จะเพิ่มขึ้น แต่ราคาPut DW จะลดลง ในทางตรงกันข้าม ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดลง ราคา Call DW จะลดลง แต่ราคา Put DW จะเพิ่มขึ้น ·       ในทางทฤษฎีแล้วอัตราดอกเบี้ยถือว่าเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาส การซื้อ Call DW ทำให้สามารถชะลอการจ่ายเงินค่าซื้อสินทรัพย์อ้างอิงไปจนถึงวันครบกำหนดอายุ จึงทำให้มี Demand ใน Call DW สูงขึ้น ราคา Call DW จึงสูงขึ้น ในขณะที่การซื้อ Put DW เป็นการชะลอการขายสินทรัพย์อ้างอิงออกไปจนถึงวันครบกำหนดอายุ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นต้นทุนค่าเสียโอกาสจะสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มี Demand ใน Put DW ลดลง ราคา Put DW จึงลดลง ·       อัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อราคา DW น้อยมาก เงินปันผล (Dividend) ·       ถ้ากำหนดให้ปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนดราคา DW คงที่ ถ้าเงินปันผลเพิ่มขึ้น ราคา Call DW จะลดลง แต่ราคา Put DW จะเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าเงินปันผลลดลง ราคา Call DW จะเพิ่มขึ้น แต่ราคา Put DW จะลดลง ·    โดยทั่วไปแล้วเมื่อบริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลจะทำให้ราคาของหุ้นสามัญนั้นลดลงเท่ากับเงินปันผลที่จ่ายออกมาโดยประมาณ จึงทำให้ Call DW มีโอกาสเป็น ITM มากขึ้นหรือมีมูลค่าที่แท้จริงเพิ่มขึ้น และทำให้ Put DW มีโอกาสเป็น OTM มากขึ้นหรือมีมูลค่าที่แท้จริงลดลง ·       เงินปันผลมีผลกระทบต่อราคา DW น้อยมาก
ดูเพิ่มเติม
กระบวนการ Direct Listing
ในอดีตรูปแบบการเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์จะเป็นแบบเดียวกับการเสนอขายหุ้นสามัญคือ เป็นแบบการเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (Public Offering: PO) ก่อนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนั้น ผู้จองซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์จึงมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในช่วงระหว่างวันจองซื้อถึงวันที่สามารถซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในตลาดหลักทรัพย์ได้ (หรือเรียกว่า Price Risk) เนื่องมาจากหุ้นสามัญอ้างอิงจะมีการเปลี่ยนแปลงของราคาอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำให้การเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์มีความคล่องตัว และเป็นลดความเสี่ยงด้านราคาในช่วงระหว่างวันจองซื้อถึงวันที่สามารถซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ สำนักงาน ก.ล.ต.จึงได้แก้ไขกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นมา อนุญาตให้นำวิธีการซื้อขายในลักษณะ Direct Listing มาใช้ กล่าวคือ ผู้ออกจะนำใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และทยอยเสนอขายในตลาดหลักทรัพย์ได้โดยตรงแก่ผู้ลงทุนผ่านระบบการซื้อขายที่ส่งเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์โดยไม่ต้องเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปก่อน ในรูปแบบนี้จะไม่มีการแยกระหว่างการขายมือแรกกับการขายทอดต่อไป นักลงทุนทุกรายการสามารถซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์จากผู้ออกได้โดยตรงผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ อ้างอิงจาก สรุปการแก้ไขเกณฑ์การออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrant: DW) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ดูเพิ่มเติม